3 จุดอ่อนสำคัญที่ไม่ควรมีเพราะมันเป็นสิ่งที่ทำให้คนกว่าร้อยละ 97 ต้องล้มเหลว

ทุกคนกลัวความล้มเหลวครับ ไม่มีใครที่อยากจะล้มเหลวแต่เรื่องประหลาดอย่างหนึ่งก็คือกลับกลายเป็นว่าหลาย ๆคนนั้นบ่มเพาะจุดอ่อนที่ทำให้ตัวเองต้องล้มเหลวขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว แม้ทุกคนจะบอกกับตัวเองว่า “ฉันไม่อยากจะล้มเหลว” แต่ทว่ามีคนถึงกว่า 97% ที่ต้องล้มเหลวในทุก ๆเรื่องที่พยายามทำไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม โดยมีเพียงแค่ 3% เท่านั้นที่รอดพ้นจากสถิติที่ไม่น่าพิสมัยนี้ อะไรคือจุดอ่อนที่ทำให้คนส่วนใหญ่ก้าวไม่พ้นความล้มเหลว วันนี้เรามีคำตอบมาฝากครับ

3 จุดอ่อนที่ไม่ควรมีหากคุณไม่อยากจะล้มเหลว

1. ไม่มีความอดทน

จุดอ่อนแรกที่ทำให้คนส่วนมากล้มเหลว ก็คือความไม่มีน้ำอดน้ำทนต่อสิ่งที่ตนทำครับ คนประเภทนี้มักจะทำอะไรเพียงครึ่ง ๆ กลาง ๆก็ล้มเลิกความตั้งใจของตนไปเสียดื้อ ๆ ทั้ง ๆที่หากอดทนอีกสักนิดก็มีโอกาสที่จะลิ้มรสความสำเร็จอย่างแน่นอน บางคนพูดว่าคนประเภทนี้เป็นคนไม่ชอบความสำเร็จเพราะไม่อดทนต่อความยากลำบากอะไรเลยไม่ว่าจะเป็นระยะเวลาที่จะออกดอกออกผล ไม่ฝ่าฟันต่อความลำบากที่ต้องพบเจอหรือแม้กระทั่งทนต่อเสียงวิจารณ์ที่ตนเองประสบไม่ได้ หนทางแก้ไขนั้นไม่ยากครับหากคุณรู้ตัวว่าเป็นคนไม่มีความอดทนต่อสิ่งต่าง ๆ คุณต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเสียใหม่โดยพยายามถามตัวเองครับว่าหากสิ่งที่คุณต้องทำนั้นประสบความสำเร็จคุณจะได้ประโยน์อย่างไร และถามตัวเองด้วยคำถามอีกคำถามว่าหากสิ่งที่คุณทำไม่ประสบความสำเร็จมันจะส่งผลกระทบอย่างไรกับคุณบ้าง คำถามนี้จะสร้างความมั่นใจให้แก่คุณครับ เมื่อคุณมีความมั่นใจสิ่งที่คุณต้องทำก็คือคุณต้องมีน้ำอดน้ำทนต่อสิ่งที่คุณทำและต้องเดินหน้าไปต่อเสมอโดยไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก พยายามคิดพลิกแพลงแผนการต่าง ๆหากคุณเจออุปสรรคและค่อย ๆแก้ปัญหาไปทีละข้อ หากคุณทำได้เช่นนี้นอกจากที่คุณจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้กลายเป็นคนอดทนต่อทุกสิ่งแล้ว คุณก็จะได้ลิ้มรสความสำเร็จเช่นเดียวกับผู้อื่นครับ

2. ความอิจฉา

ความอิจฉาเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกคนครับ และเชื่อไหมว่าความอิจฉาถือเป็นกับดักสำคัญที่ขัดขวางไม่ให้คนเราไปสู่ความสำเร็จ หากเราคิดอิจฉาใครสักคนที่ประสบความสำเร็จ เราจะเริ่มมองข้ามวิธีการและขั้นตอนที่เป็นพิมพ์เขียวที่พวกเขาพิสูจน์มาแล้วว่าสามารถนำพวกเขาไปสู่ความสำเร็จได้ และจะเฝ้าบอกเฝ้าเตือนตัวเองว่าไม่ให้ทำเหมือนเขา ด้วยความคิดเช่นนี้นั่นเท่ากับว่าคุณเองจะพลาดเรื่องดี ๆเหล่านี้ไปอย่างน่าเสียดาย ในทางพระพุทธศาสนาวิธีการที่จะแก้ไม่ให้คนเกิดความอิจฉาหรือทนเห็นผู้อื่นได้ดีมีความเจริญก้าวหน้าไม่ได้คือการเจริญ “มุทิตาจิต” อยู่เป็นประจำ เพราะมุทิตาหรือการยินดีเมื่อผู้อื่นมีความเจริญก้าวหน้ารุ่งเรืองคือศัตรูตัวร้ายที่จะทำลายความรู้สึกอิจฉาริษยานี้ไปเสียสิ้นครับ ลองเปิดใจเพื่อที่จะมองดูว่าคนที่เขาประสบความสำเร็จนั้นเขามีวิธีการเช่นไรด้วยสายตาที่ชื่นชมยินดี เมื่อคุณเปิดใจอย่างเต็มที่คุณจะรู้สึกอยากรู้ว่าคนที่เขาประสบความสำเร็จนั้นเขามีแนวคิดและวิธีการเช่นไร จากนั้นคุณจะเริ่มศึกษาและทำความเข้าใจสูตรสำเร็จนั้นจนนำไปสู่ขั้นตอนของการลงมือทำซึ่งท้ายที่สุดคุณเองก็จะเป็นอีกคนหนึ่งที่มีโอกาสประสบความสำเร็จได้อย่างที่คุณมุ่งหวังครับ

3. มี “อัตตา”ยึดมั่นและถือมั่นจนเกินพอดี

อัตตามีความหมายว่าการยึดมั่นและถือมั่นในตนเองมากเกินไป หากให้อธิบายให้เข้าใจง่ายก็คือ คนที่มีอัตราสูงก็คือคนในจำพวกที่ไม่ยอมรับฟังความเห็นของผู้ใดเลย ไม่ยอมรับฟังคำวิจารณ์ที่มีประโยชน์เพราะถือตัวว่าตนเองนั้นแน่ ผู้มีอัตตาสูงก็ไม่ต่างจากคนที่หูหนวกและตาบอดครับ โดยมากผู้ที่มีอัตตาสูงเช่นนี้มักจะเป็นผู้ที่ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งมาแล้วและคิดว่าความคิดของตนต้องถูกต้องเสมอ อัตตาจึงเป็นอีกหนึ่งกับดักที่น่ากลัวที่คอยฉุดรั้งไม่ให้คนประสบความสำเร็จเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าผู้ที่ยึดมั่นในความคิดในประสบการณ์มากเกินไปพวกเขาจะไม่ยอมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่และคอยยึดติดอยู่กับสิ่งเดิม ๆที่เคยทำมาโดยลืมนึกไปว่าโลกใบนี้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอในแต่ละยุคแต่ละสมัย สิ่งที่เคยประสบความสำเร็จก็อาจจะกลายเป็นเรื่องล้าหลังและล้มเหลวได้ในปัจจุบัน ดังนั้นหากคุณไม่ยอมปรับตัวและยึดมั่นในความคิดของตนเองมากเกินไปในไม่ช้าคุณจะกลายเป็นคนที่ตกยุคและถูกกลืนหายไปในกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงไปในที่สุดครับ

แล้วมีวิธีการใดที่จะหลุดพ้นจากกับดักทั้ง 3 ที่คอยฉุดรั้งไม่ให้คุณประสบความสำเร็จนี้ได้

แม้ว่าจุดอ่อนทั้ง 3 จะน่ากลัวเพียงใดแต่กระนั้นก็ยังมีหนทางที่คุณจะหลุดพ้นนอกเหนือไปจากคำแนะนำในเบื้องต้นดังที่กล่าวไปแล้วนี้ครับ คุณเคยได้ยินประโยคที่ว่าหากเราอยากประสบความสำเร็จในเรื่องใด อยากที่จะเป็นคนประเภทใดก็ให้ไปอยู่ร่วมกับคนประเภทนั้นเพราะคนที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกันจะผลักดันและนำพาให้ทุก ๆคนประสบความสำเร็จไปด้วยกัน คนประเภทนี้จะมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน สิ่งนั้นก็คือการมี “อธิจิต” หรือก็คือการที่มีเป้าหมายเดียวกันแม้จะมีความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน แต่เพื่อจะให้ตนเองบรรลุถึงเป้าหมายที่วางไว้ พวกเขาก็พร้อมที่จะรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างกันและนำไปพัฒนาตนเองเพื่อการก้าวไปสู่เป้าหมายที่มุ่งหวังของตนเองครับ

ทั้งหมดนี้ก็คือจุดอ่อน 3 ประการที่จะฉุดรั้งไม่ให้คุณก้าวไปสู่ความสำเร็จ ลองสำรวจตัวเองดูนะครับว่าคุณมีจุดอ่อนทั้ง 3 นี้อยู่กับตัวเองหรือไม่ หากคุณมีจุดอ่อนที่ว่ามานี้ข้อใดข้อหนึ่งหรือมีครบทุกข้อก็อย่าเพิ่งตีอกชกตัวเองว่าจะกลายเป็นคนที่ไม่มีโอกาสประสบความสำเร็จครับ ค่อย ๆเรียนรู้และแก้ไข ปรับปรุงจุดอ่อนและเปลี่ยนมันให้เป็นจุดแข็งของคุณให้ได้ แล้วคุณจะเป็นคนหนึ่งที่ก้าวไปสู่ความสำเร็จได้อย่างที่คุณต้องการ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here