หลงลืมอย่างไรที่เรียกว่า “ภาวะสมองเสื่อม”

การหลงลืมเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้ครับ การหลงลืมอาจเกิดจากการที่เราหมกมุ่นเรื่องใดเรื่องหนึ่งมากเกินไปจนละเลยเรื่องอื่น หรืออาจเกิดจากภาวะของโรคที่เป็นและส่งผลให้เกิดภาวะหลงลืมได้ อาการหลงลืมโดยมากมักจะไม่น่าวิตกกังวลเท่าใดนักนอกเสียแต่ว่าการหลงลืมนั้นจะผิดปกติอย่างรุนแรงจากภาวะสมองเสื่อมครับ ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปรู้จักภาวะสมองเสื่อมว่าแตกต่างจากอาการหลงลืมธรรมดาอย่างไร

สมองมนุษย์ไม่ต่างจากคอมพิวเตอร์

ก่อนจะไปรู้จักกับอาการหลงลืมหรือโรคสมองเสื่อม เรามาทำความรู้จักกันคร่าว ๆว่าสมองของเรามีหน้าที่อย่างไร

สมองของมนุษย์ประกอบไปด้วยเซลล์ประสาทเชื่อมต่อกันเป็นโครงข่ายประมาณ 8.6 หมื่นล้านเซลล์ มีน้ำหนักประมาณ 1.5 กิโลกรัม ประกอบไปด้วยไขมันเป็นส่วนประกอบหลัก

สมองซีกซ้ายจะทำงานควบคุมร่างกายซีกขวา และซีกขวาจะควบคุมร่างกายซีกซ้ายในลักษณะ “ครอส บอดี้” นอกจากนี้สมองยังควบคุมลักษณะการแสดงออกของอุปนิสัย พฤติกรรม อารมณ์ การคิด วิเคราะห์ ความรู้สึกต่าง ๆ เป็นต้น

จึงอาจกล่าวได้ว่าสมองเป็นอวัยวะที่สำคัญเป็นลำดับต้น ๆของร่างกายเพราะเป็นศูนย์กลางที่ควบคุมทุก ๆระบบในร่างกาย ไม่ต่างจาก “เมน คอมพิวเตอร์” ในองค์กรต่าง ๆนั่นเอง

ภาวะสมองเสื่อมคืออะไร

ภาวะสมองเสื่อม (Dementia) คือภาวะที่สมองมีการทำงานแย่ลงจนส่งผลต่อชีวิตประจำวัน ความเสื่อมเกิดจากอายุที่มากขึ้น พันธุกรรม หรือโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ เช่นความดันสูง ไขมันในเลือดสูง หรืออาจเปรียบเทียบได้ว่าภาวะสมองเสื่อมก็คล้าย ๆกับคอมพิวเตอร์ที่แฮงค์บ่อย ๆนั่นเอง

อาการอย่างไรจึงจะเรียกว่า “ภาวะสมองเสื่อม”

อย่างที่กล่าวในข้างต้นว่า ภาวะสมองเสื่อมจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก  ผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อมจึงมีอาการดังต่อไปนี้

1. เสียความทรงจำ: นี่คืออาการที่เด่นชัดที่สุดของผู้ที่มีภาวะสมองเสื่อม และมักแสดงออกอย่างชัดเจนในช่วงแรกและสังเกตเห็นได้ง่ายที่สุด ผู้ป่วยมักหลงลืมสิ่งที่ทำเป็นประจำเช่นลืมวิธีใส่เสื้อ ลืมทางกลับบ้าน ลืมสมาชิกในครอบครัว เป็นต้น

2. มีปัญหาในการสื่อสาร การใช้คำและภาษา: ระยะแรกอาจเริ่มจากการนึกคำไม่ค่อยออก พูดจาติดขัดและการพูดจะน้อยลง ๆ ถัดจากนั้นจะเริ่มพูดไม่เป็นภาษาจนถึงขั้นเหลือเพียงแค่การเปล่งเสียงร้องโวยวายเท่านั้น

3. มีปัญหาในการใช้เหตุผลหรือแก้ไขปัญหา: มีการตอบโต้กับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นผิดแผกไปจากเดิม เช่นเมื่อไม่พอใจอะไรอาจใช้ความรุนแรงเช่นทุบตี โวยวาย 

4. มีปัญหาในการวางแผนการจัดการงานต่าง ๆ : ลำดับขั้นตอนการทำงานไม่ได้ เช่นเมื่อน้ำที่ต้มไว้เดือดอาจจะนั่งดูน้ำเดือดเฉย ๆ โดยไม่ปิดเตา หรือปล่อยน้ำให้ล้นโดยไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไร

5. มีปัญหาในการเคลื่อนไหว: การทำงานของกล้ามเนื้อไม่ประสานกัน หลงลืมไปว่าจะต้องเคลื่อนไหวอย่างไร

6. มีปัญหาการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจ

    -บุคลิกภาพเปลี่ยน ,พฤติกรรมไม่เหมาะสม เช่นไม่ยอมอาบน้ำ ก้าวร้าวหรือชอบขโมยของทั้งที่     ตนเองไม่เคยทำมาก่อน

  -มีอาการซึมเศร้า

  -มีความหวาดระแวง

  -กระสับกระส่าย โวยวาย หรือถึงขั้นอาละวาด

  -ประสาทหลอน

สมองเสื่อมไม่ใช่ภาวะขี้หลงขี้ลืม

ในผู้สูงอายุอาจมีความทรงจำระยะสั้นบางอย่างที่แย่ลง นั่นเป็นอาการปกติที่มักเกิดขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุ ภาวะหลงลืมนี้จึงไม่ใช่ภาวะเดียวกับภาวะสมองเสื่อม คุณตาคุณยายหรือคนรอบข้างมักเหมารวมไปว่า “เป็นโรคสมองเสื่อม” และคิดว่าตนเองบกพร่องด้านความทรงจำทั้ง ๆ ที่ภาวะหลงลืมแบบนี้มีอาการเล็กน้อยมาก เมื่อเทียบกับภาวะสมองเสื่อม อาการหลงลืมที่มักพบได้บ่อย ๆ ในคุณตาคุณยายที่อายุมากเช่น ลืมว่าวางของไว้ตรงไหน ลืมว่าเปิดน้ำทิ้งเอาไว้ ลืมว่าตนเองต้มน้ำแล้วไปทำอย่างอื่น หรือลืมว่าวันนี้วันที่เท่าไหร่ สิ่งสำคัญคือภาวะขี้หลงขี้ลืมไม่มีผลต่อการดำรงชีวิตตามปกติ และดีขึ้นได้ถ้ามีสมาธิหรือใช้การจดบันทึกเพื่อเตือนความจำ

ภาวะสมองเสื่อมก็ไม่ใช่โรคอัลไซเมอร์

โดยทั่วไปเรามักเหมารวมว่าโรค 2 โรคนี้คือโรคเดียวกันทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วโรคอัลไซเมอร์เป็นโรคที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมต่างหาก

ภาวะสมองเสื่อมเกิดจากสาเหตุได้หลายอย่างไม่ว่าจะเป็นการดื่มสุราเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมองหรือการขาดวิตามินบางชนิดเช่น วิตามิน B3 เป็นต้น

ทำอย่างไรให้ห่างไกลจากภาวะสมองเสื่อม

1. ส่งเสริมกระตุ้นทักษะด้านการรับรู้ ความคิดความเข้าใจ

ปัจจุบันมีกิจกรรมหลายอย่างที่ช่วยส่งเสริมทักษะในด้านนี้เช่น การเล่นหมากรุก เกมส์เสริมทักษะ การเล่นไพ่ ฯลฯ นอกจากนี้กิจกรรมเหล่านี้ยังมีประโยชน์ช่วยกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวอีกด้วย

2. ให้มีกิจกรรมทางกายเป็นประจำ

กิจกรรมทางกายที่ควรทำเป็นประจำเช่น การออกกำลังกายและการให้ทำกิจวัตรประจำวันบางอย่างด้วยตนเอง ผู้เขียนเคยเจอกรณีที่ลูกหลานรักคุณพ่อมากเกินไปไม่ยอมให้ท่านทำอาหารทั้ง ๆที่ท่านเป็นคนชอบการทำอาหารและทำมาตั้งแต่ยังหนุ่ม พอไม่ให้ท่านทำ ท่านไม่รู้จะทำอะไรก็เลยอยู่เฉย ๆ เลยกลายเป็นว่า คุณพ่อท่านนี้ลดกิจกรรมทางกายไปเรื่อย ๆ จนต้องพึ่งพาคนอื่นไปในที่สุด

3. ให้มีกิจกรรมทางสังคม

การพบปะพูดคุยกับคนในวัยเดียวกันหรือมีกิจกรรมร่วมกันจะทำให้สมองได้รับการกระตุ้นและช่วยชะลอความเสื่อมที่จะเกิดขึ้นกับสมอง

4. มีงานอดิเรกร่วมกัน

งานอดิเรกคือสิ่งที่ช่วยชะลอไม่ให้สมองเสื่อมเร็วมากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วมของครอบครัวในการทำงานอดิเรกร่วมกันเป็นการสานความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวอีกด้วย

5. ปรับสิ่งแวดล้อมที่บ้านให้ปลอดภัย

อุบัติเหตุหลายอย่างที่คาดไม่ถึงมักเกิดขึ้นในบ้าน เคยมีกรณีที่คุณยายท่านหนึ่งจากที่แข็งแรงแล้วหกล้ม กระดูกหัก ต้องนอนติดเตียงอยู่กับบ้าน ท้ายที่สุดคุณยายทันนี้พอไม่ค่อยได้ทำอะไรก็เริ่มหลงในที่สุด  ยิ่งผู้สูงอายุที่เริ่มมีอาการหลงลืมหรือมีภาวะสมองเสื่อมยิ่งต้องใส่ใจสิ่งแวดล้อมภายในบ้านมากยิ่งขึ้น

6. ทานอาหารบำรุงสมอง

ผลงานวิจัยหลายชิ้นบ่งชี้ว่า อาหารก็มีส่วนสำคัญต่อการชะลอความเสื่อมของสมองนี้ยิ่งในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสำหรับบำรุงสมองออกมาหลายชนิดเพื่อเป็นทางเลือกสำหรับการดูแลสุขภาพ หากคุณไม่ชอบทานอาหารเสริมก็สามารถหาอาหารที่มีประโยชน์ที่ช่วยบำรุงสมองมารับประทานได้ครับ เพราะมีอาหารหลายอย่างที่มีสรรพคุณในการบำรุงสมองครับ

ภาวะสมองเสื่อมอาจฟังดูน่ากลัว แต่หากเรารู้จักและทำความเข้าใจกับมัน จริง ๆ แล้วมันไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิดครับ เพราะเราสามารถป้องกันหรือชะลอความเสื่อมของสมองได้ หรือหากมีใครในครอบครัวที่มีภาวะสมองเสื่อมเราก็สามารถช่วยเหลือและชะลอความเสื่อมให้เกิดขึ้นช้าที่สุดได้ครับ เพียงแค่ทุกคนในครอบครัวเข้าใจและช่วยเหลือกัน ทุกคนก็จะอยู่กับภาวะสมองเสื่อมได้อย่างมีความสุข

2 ความคิดเห็น

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here