ความไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ ตอนที่ 6 : หลุมพรางแห่งการก่อหนี้ที่ไม่ควรมองข้าม

จากบทความก่อน ๆ ที่ผู้เขียนได้พาทุกคนไปรู้จักกับหนี้ประเภทต่าง ๆ รวมถึงวิธีในการบริหารจัดการภาระหนี้อย่างไรที่จะไม่กระทบถึงสถานะทางการเงินของคุณแล้ว สำหรับบทความในตอนนี้ผู้เขียนก็อยากจะพูดถึงหลุมพรางที่จะทำให้เราเป็นหนี้เป็นสินได้อย่างง่ายดายครับ ขอแย้มไว้สักนิดว่าหลุมพรางบางหลุมเป็นสิ่งที่คุณติดกับจากนิสัยการใช้เงินที่ไม่ระมัดระวังของคุณเอง ในขณะที่บางหลุมก็เกิดจากความไว้เนื้อเชื่อใจผู้อื่นมากเกินไปของตัวคุณครับ หลุมพรางทั้งหมดมีอะไรบ้าง เราจะมาดูไปพร้อม ๆ กัน

หลุมพรางที่ 1 : หนี้ระยะยาวผ่อนง่ายจ่ายสบายแต่เป็นมูลหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง

เป็นธรรมชาติของเราครับที่เมื่อทำงานมีรายได้แล้วก็อยากที่จะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามไปด้วย ความคิดเช่นนี้คือต้นเหตุแห่งการก่อหนี้ผูกพันระยะยาวนับ 10 ปี ของทุกคนครับ และหนี้ที่มีมูลหนี้สูงและใช้เวลาในการชำระคืนยาวนานสำหรับมนุษย์เงินเดือนย่อมหนีไม่พ้นหนี้จากการกู้ซื้อ “อสังหาริมทรัพย์” ต่าง ๆ ซึ่งมักใช้ระยะเวลาในการผ่อนชำระที่ยาวนานตั้งแต่ 10 – 30 ปี หนี้ระยะยาวแม้จะมีข้อดีที่จำนวนเงินในการผ่อนชำระต่องวดจะไม่มากแต่คุณก็ต้องแบกรับความเสี่ยงในเรื่องของ “ความไม่แน่นอน” ที่จะตามมาครับ เพราะด้วยระยะเวลาที่ยาวนานเพียงนี้คุณแทบไม่มีทางรู้ล่วงหน้าได้เลยว่าคุณจะเจอเหตุการณ์สำคัญที่จะไปกระทบกับความสามารถในการชำระหนี้คืนของคุณหรือไม่ หากคุณไม่มีการวางแผนการจัดการล่วงหน้ามาก่อนเมื่อใดที่คุณเจอปัญหา หนี้ก่อนนี้ก็จะมาซ้ำเติมคุณทันที่ครับ วิธีการจัดการหนี้ระยะยาวที่ได้ผลดีก็คือ “การเร่งจัดการภาระหนี้ก้อนนี้ให้จบไวที่สุด” ซึ่งวิธีการนี้นอกจากจะทำให้คุณลดความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นก็ยังช่วยคุณประหยัดดอกเบี้ยที่ต้องชำระให้แก่สถาบันการเงินด้วยเช่นกัน นอกจากนี้อีกวิธีการหนึ่งที่คนมักนิยมใช้กันก็คือการทำประกันคุ้มครองความเสี่ยงครับ เพื่อเป็นหลักประกันว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม คุณก็ยังคงมีเงินก้อนทีจะไปชำระหนี้ได้โดยไม่เดือดร้อนคนข้างหลัง

หลุมพรางที่ 2 : หนี้ก่อนแรกยังไม่ทันจบกลับก่อหนี้เพิ่มอยู่เรื่อย ๆจนจ่ายไม่ไหว

ถ้าคำกล่าวที่ว่า “เงินจะดึงดูดเงินเข้ามา” เป็นความจริงแล้ว “หนี้ก็สามารถดึงดูดหนี้” ให้เข้ามาก็เป็นความจริงด้วยเช่นกันครับ เพราะเมื่อใดที่คุณก่อหนี้ขึ้นมาด้วยระบบของการผ่อนชำระคืนที่ช่วยให้คุณไม่ต้องชำระหนี้นั้นแบบยกก้อนจะสร้างความประมาทให้แก่คุณโดยที่คุณไม่รู้ตัว ไม่ว่าหนี้ก้อนนั้นจะมีมูลค่าเพียงใดแต่หากถูกแบ่งซอยจนเหลือก้อนเล็ก คุณอาจจะรู้สึกว่าการผ่อนชำระคืนนั้นง่ายมากและไม่กระทบกับการเงินของคุณสักเท่าใด หากคุณมีหนี้สินเพียงก้อนเดียว คุณย่อมไม่เดือดร้อนครับ แต่หากคุณมีหนี้ที่ต้องผ่อนชำระคืนหลายก้อน ปริมาณหนี้ที่คุณต้องผ่อนชำระในแต่ละเดือนของแต่ละก้อนเมื่อนำมารวมกันก็อาจสร้างปัญหาใหญ่ให้แก่คุณได้เช่นกัน ดังนั้นเมื่อคุณมีหนี้ก้อนแรกแล้วอย่าได้พยามยามเพิ่มหนี้ก้อนอื่นโดยไม่จำเป็น เพราะเมื่อหนี้ด้วยกันเข้ามาหาคุณ หากนะทางการเงินย่อมเกิดขึ้นกับคุณอย่างแน่นอน

หลุมพรางที่ 3 : กู้หนี้มาโปะหนี้

หนี้ที่เป็นดินพอกหางหมูคือต้นเหตุของหลุมพรางในข้อนี้ครับ เมื่อให้ตายที่คุณเริ่มรู้สึกว่าการจ่ายหนี้ให้ตรงตามกำหนดเริ่มจะกลายเป็นเรื่องยากลำบาก คุณจะเริ่มต้นมองหาทางออกพิเศษมาช่วยในการชำระหนี้นั่นก็คือการหยิบยืมจากคนรอบข้าง และจะเริ่มยกระดับความเข้มข้นไปสู่การขอสินเชื่อส่วนส่วนบุคคล การทำบัตรกดเงินสดที่จะใช้หมุน “หนี้” มาโปะหนี้ไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุดและท้ายที่สุดเมื่อหาแหล่งเงินทุนในระบบไม่ได้คุณก็จะกระโจนเข้าใส่แหล่งเงินทุนนอกระบบกับภาระดอกเบี้ยที่ขูดเลือดขูดเนื้อจนหนี้บานปลายกลายเป็นหนี้ก้อนมหึมาในที่สุด ซึ่งหลุมพรางนี้จะไม่มีวันเกิดขึ้นเลยเพียงแค่เริ่มต้นด้วยคำว่า “วินัยทางการเงิน” ครับ

หลุมพรางที่ 4 : เมามันส์กับการใช้ชีวิตใช้เงินไม่ดูกำลังตนจนก่อหนี้ก่อสินโดยไม่รู้ตัว

หลุมพรางนี้เป็นหลุมที่ใหญ่และลึกมากสำหรับใครหลายคนครับ ซึ่งสาเหตุเกิดจาก “ความไร้วินัยทางการเงิน” และ “ความไม่รู้จักประมาณตนเอง” แม้ว่าการใช้เงินเพื่อให้ความสุข ความสบายกับตนเองจะเป็นสิ่งที่ทุกคนสามารถทำได้แต่คุณก็ควรรู้จักประมาณกำลังทรัพย์ของตนเองว่าคุณมีเงินมากพอที่จะให้ใช้จ่ายในระดับใด การเห็นใครมีก็อยากมีอยากได้โดยไม่รู้จักกำลังของตนเองคือต้นเหตุที่จะทำให้คุณก่อหนี้ก้อนใหญ่โดยไม่รู้ตัวครับ และกว่าที่คุณจะรู้ตัวคุณก็ตกลงสู่หลุมพรางนี้ไปเสียแล้ว

หลุมพรางที่ 5 : หนี้ค้ำประกันหนี้ที่ถูกเรียกว่า “เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูกมาแขวนคอ”

ในบรรดาหลุมพรางแห่งหนี้ หนี้ค้ำประกันคือหนี้ที่น่าสงสารที่สุดสำหรับลูกหนี้ครับ ต้นเหตุของหนี้นี้คือความไว้วางใจเป็นเหตุครับ  ว่าผู้ที่เราไปค้ำประกันให้จะชดใช้หนี้สินที่เขากู้มาตามกำหนด แต่แล้วเมื่อลูกหนี้ที่แท้จริงกลับไม่สามารถชำระหนี้ได้ “ความโชคร้ายก็จะตามมาสู่คุณผู้เป็นผู้ค้ำประกันทันที” เพราะเจ้าหนี้ก็จะมาตามทวงหนี้เอาจากคุณครับ วิธีการที่ดีที่สุดที่จะไม่ทำให้คุณต้องตกหลุมพรางนี้คือ “ความใจแข็งที่จะไม่ยอมค้ำประกันให้ใครอย่างเด็ดขาด” คุณอาจจำเป็นต้องเลือกว่าจะยอมเสียเพื่อนเสียคนรู้จักหรือยอมเสียน้ำตาในสิ่งที่คุณไม่ได้ก่อครับ

หลุมพรางที่ 6 : หนี้บัตรเครดิตเพราะเงินในอนาคตเป็นเหตุสู่หายนะทางการเงินในขั้นวิกฤติ

หนี้บัตรเครดิต หนี้บัตรกดเงินสดคือหนี้เสียลำดับต้น ๆ ของหนี้ภาคครัวเรือนของไทยครับ และต้นเหตุส่วนใหญ่ก็มาจากความฟุ้งเฟ้อของผู้เป็นเจ้าของบัตรดังกล่าว แม้บัตรเครดิตจะสร้างอำนาจในการจับจ่ายใช้สอยในมือคุณให้มากขึ้นแต่ก็ไม่ควรลืมครับว่าเงินนี้ที่คุณเอามาใช้มันคือเงินที่คุณดึงมาจากอนาคตและต้องทยอยใช้คืนในภายหลัง ซึ่งหากคุณดึงเอาเงินจากอนาคตมาใช้มากเกินไป สิ่งนี้คือสาเหตุของวงจรหนี้สินดินพอกหางหมูที่จะฉุดรั้งคุณภาพชีวิตของคุณในท้ายที่สุดครับ

หลุมพรางแห่งนี้ทั้ง 6 หลุม คือสิ่งที่เราไม่อยากให้เกิดขึ้นกับใครเลย ดังนั้นวินัยทางการเงินและการรู้จักบริหารจัดการรายรับ รายจ่าย และหนี้สินให้เหมาะสม คือวิธีการเดียวที่จะไม่ทำให้คุณตกลงสู่กับดักหลุมพรางแห่งหนี้ทั้ง 6 หลุมครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนต่อไปของซีรี่ย์ ความไม่มีหนี้เป็นลาภอันประเสริฐ

<< ตอนที่ 5 // ตอนที่ 7 >>

1 ความคิดเห็น

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here