อาการชาบอกโรคร้าย: 4 อาการชาที่คุณต้องระวังและใส่ใจเพราะอาจเป็นสัญญาณเตือนโรคร้ายที่พร้อมจะเล่นงานคุณ

อาการชาเป็นความรู้สึกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นได้ครับ โดยมากมักจะเกิดขึ้นจากการกดทับของอวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายด้วยระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งจะส่งผลให้เกอดความรู้สึกจี๊ด ๆ แปรบ ๆ และทำให้ความรู้สึกในบริเวณที่มีอาการชานั้นลดลง แต่อาการชานี้มักเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวและใช้เวลาเพียงไม่นานนักความรู้สึกก็จะกลับมาเป็นปกติได้เช่นเดิม อาการชาตามปกติจึงไม่น่ากลัวหรือน่าวิตกกังวลใด ๆ ครับ แต่ทว่ายังคงมีอาการชาบางประเภทที่เกิดจากโรคหรือความผิดปกติของร่างกาย โดยมากอาการชาเหล่านี้มักจะไม่หายขาดไปไหน และบางอาการก็จะมีความรุนแรงเกิดขึ้นสัมพันธ์กับโรคที่เป็นครับ ในบทความนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ 4 อาการชาที่จะบอกโรคร้ายที่คุณต้องให้ความใส่ใจก่อนที่จะสายเกินแก้ครับ

4 อาการชาน่ารู้ที่คุณต้องระวังเพราะอาการเหล่านี้คืออาการชาที่มาพร้อมกับโรคร้ายแรงที่น่ากลัว

1. อาการชาจากโรคเหน็บชา

อาการชาจากโรคเหน็บชานั้นแตกต่างจากอาการชาตามปกติครับ เพราะนอกจากจะมีอาการชาตามปลายมือและปลายเท้าแล้ว ยังมีอาการแสดงอื่น ๆร่วมด้วยเช่นกล่ามเนื้ออ่อนแรง มีอาการบวมตามอวัยวะต่าง ๆเช่นขา หรือในกรณีร้ายแรงก็อาจพบภาวะน้ำท่วมในช่องท้องและช่องปอด บางรายอาจมีปัญหาด้านจิตใจ ด้านการพูด และอาจเกิดความสับสนและมึนงง ในขณะที่บางรายก็อาจมีความเจ็บปวดเกิดขึ้นตามร่างกายครับ อาการช่าจากโรคเหน็บชานี้เกิดจากภาวะที่ร่างกายขาดวิตามินบี 1 ทั้งจากการได้รับวิตามินบี 1 ที่ไม่เพียงพอ รวมไปถึงการติดสุราเรื้อรังเพราะแอลกอฮอล์จะไปส่งผลต่อการดูดซึมวิตามินบี 1 ครับจึงส่งผลให้เกิดอาการดังกล่าวขึ้น สำหรับการรักษาโรคเหน็บชาอย่างได้ผลก็คือการให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารที่มีวิตามินบี 1 อย่างเพียงพอ แต่ในรายที่มีอาการรุนแรงแพทย์อาจพิจารณาให้วิตามินบี 1 โดยตรงผ่านหลอดเลือดดำหรือการฉีดยาครับ รวมไปถึงคำแนะนำให้ผู้ป่วยเลิกดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หากพบว่าการขาดวิตามินบี 1 นั่นเกิดจากการติดสุราเรื้อรัง

2. อาการชาจากโรคเบาหวาน

ระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงมากเกินไปในผู้ป่วยโรคเบาหวานจะเข้าไปทำลายหลอดเลือดที่เลี้ยงเส้นประสาทรับความรู้สึกที่บริเวณปลายมือและปลายเท้า รวมถึงเข้าไปทำลายที่เส้นประสาทโดยตรง ส่งผลให้การรับความรู้สึกของผู้ป่วยในบริเวณดังกล่าวลดลง ผู้ป่วยจะรู้สึกชาตามปลายมือและปลายเท้าเหมือนกับกำลังสวมใส่ถุงมือและถุงเท้าที่หนา ๆ อยู่ตลอดเวลา หากผู้ป่วยเบาหวานรายใดที่เริ่มมีอาการเช่นนี้เป็นสัญญาณเตือนที่จะบอกว่าคุณล้มเหลวในการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ใกล้เคียงกับปกติครับ และผลข้างเคียงเช่นนี้ไม่เป็นผลดีต่อตัวของคุณเองเลย เพราะอาการชาตามปลายมือปลายเท้าจะทำให้ความรู้สึกที่บริเวณดังกล่าวลดลง และอาจทำให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานเกิดแผลได้ง่ายที่บริเวณดังกล่าว ซึ่งการเกิดแผลในผู้ป่วยโรคเบาหวานถือเป็นเรื่องใหญ่ครับเพราะนอกจากแผลจะหายยาก ดูแลรักษายากแล้วก็อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนอื่นตามมาจนทำให้ผู้ป่วยต้องถูกตัดขาในที่สุดเพราะแผลลุกลามจนกลายเป็นเนื้อตายในที่สุด วิธีการป้องกันภาวะแทรกซ้อนนี้สำหรับผู้ป่วยเบาหวานที่ดีที่สุดก็คือ “การรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ใกล้เคียงปกติให้มากที่สุด” เพื่อชะลอภาวะแทรกซ้อนนี้ออกไปให้นานที่สุดครับ

3. อาการชาจากโรคหลอดเลือดสมอง

อาการชาจากโรคหลอดเลือดสมองมักจะเกิดขึ้นเป็นสัญญาณเตือนภัยที่คุณจำเป็นต้องรีบไปโรงพยาบาลอย่างเร่งด่วนครับ เพราหากปล่อยให้เนิ่นช้าโดยไม่สนใจอาการเตือนดังกล่าวก็มีโอกาสที่คุณจะกลายเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตจากโรคหลอดเลือดสมองได้ในที่สุด อาการชาจากโรคหลอดเลือดสมองจะมีอาการชาที่เป็นรูปแบบเฉพาะครับ คือชาที่บริเวณซีกใดซีกหนึ่งของร่างกายและเกิดขึ้นกับร่างกายทั้งซีก คือถ้าชาด้านขวาหรือด้านซ้ายก็จะเป็นไปทั้งซีก ตั้งแต่ศีรษะจรดไปถึงปลายเท้า และมักเกิดขึ้นพร้อม ๆกับการรับความรู้สึกที่ลดลงและรู้สึกอ่อนแรงที่กล้ามเนื้อในซีกที่เกิดอาการชาดังกล่าวขึ้นด้วย อาการชาจากโรคหลอดเลือดสมองนี้ผู้ป่วยจะรู้สึกถึงความชาแทบจะตลอดเวลา และอาการชานี้มักจะไม่หายขาดไปแม้เวลาจะผ่านไปนาน แต่ก็มีบ้างที่ผู้ป่วยจะรู้สึกว่าอาการชาลดลงบ้าง อาการชาที่เกิดขึ้นนี้หากไม่ระมัดระวังตนเองก็อาจทำให้ผู้ป่วยเกิดแผลโดยที่ไม่รู้ตัวครับ

4. อาการชาจากการกดทับของเส้นประสาท

อาการชาในลักษณะนี้ก็มีรูปแบบที่เฉพาะตัวเช่นกันครับ และมักเกิดร่วมกับความรู้สึกปวดร้าวเป็นเส้นไปตามแนวของเส้นประสาทที่ถูกกดทับ เช่นปวดร้าวจากบริเวณคอไปถึงปลายนิ้ว หรือปวดร้าวจากบริเวณหลังไปถึงขา อาการชานี้มักสัมพันธ์อาการปวดคอและปวดหลังซึ่งในผู้ป่วยหลายรายก่อนที่จะมีอาการชาแบบปวดร้าวนี้ก็มักมีประวัติว่ามีอาการปวดคอและปวดหลังมาก่อนเสมอและอาการพัฒนาจนเริ่มมีอาการปวดร้าวและชาไปตามแขนหรือขาในภายหลัง กลุ่มอาการที่มักทำให้เกิดอาการชาและปวดร้าวไปตามแนวของเส้นประสาทส่วนใหญ่มักเกิดจากภาวะของหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสารท ซึ่งหากเกิดอาการดังกล่าวแล้วแสดงว่าเส้นประสาทถูกกดทับเพิ่มขึ้น ผู้ที่มีอาการดังกล่าวจึงควรรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาต่อไป ซึ่งแพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาทางกายภาพบำบัดเพื่อแก้ไขปัญหาจากต้นเหตุของปัญหาครับ หากผู้ป่วยที่มีอาการชาและปวดร้าวลงไปยังแขนและขาแล้วยังไม่ยอมไปรักษา อาการก็อาจพัฒนาไปจนถึงขั้นของการเสียการทรงตัว กลั้นปัสสาวะอุจจาระไม่อยู่ กล้ามเนื้อลีบฝ่อและรู้สึกอ่อนแรง อาการดังกล่าวที่ว่านี้คือสัญญาณเตือนว่าการกดทับเส้นประสาทมีความรุนแรงมากขึ้นและอาจส่งผลกระทบที่น่ากลัวได้ในท้ายที่สุดครับ นอกจากนี้การกดทับเส้นประสาทก็อาจจะไม่ได้มีสาเหตุมาจากหมอนรองกระดูกสันหลังเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดจากเนื้องอกบางอย่างรวมไปถึงมะเร็งที่ไปกดทับตัวของเส้นประสาทได้ครับ

อาการชาที่คิดว่าปกติในบางครั้งก็อาจจะไม่ปกติอย่างที่คิดครับ ดังนั้นเมื่อใดที่รู้สึกชาลองสำรวจตัวเองสักนิดว่าอาการชาที่กำลังเกิดขึ้นนั้นคล้ายคลึงกับอาการชาทั้ง 4 แบบข้างต้นหรือไม่ เพราะอาการชาบางครั้งก็เป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังมีบางสิ่งบางอย่างที่ผิดปกติเกิดขึ้นครับ หากพบว่าตนเองมีรูปแบบการชาที่เหมือนกับอาการชาทั้ง 4 แบบข้างต้นอาการใดอาการหนึ่ง สิ่งที่คุณควรทำคือรีบไปปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุของการชาอย่างถูกต้อง เพราะโรคร้ายบางโรคหากคุณรู้ตัวล่วงหน้าและรีบไปพบแพทย์ไว โอกาสที่คุณจะหายกลับมาเป็นปกติก็ยิ่งมาขึ้นเท่านั้นครับ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here