เมื่อรู้สึกเหนื่อยล้าเราจะมีวิธีจัดการอย่างไร: 7 เคล็ดลับทำอย่างไรจึงจะช่วยให้คุณหายเหนื่อยล้าจากการทำงาน

ปฏิเสธไม่ได้เลยครับว่าการทำงานทุกชนิดสามารถสร้างความเหนื่อยล้าให้กับคุณได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ยิ่งหากงานที่ต้องใช้กำลังกาย กำลังความคิดมากเท่าใด คุณก็ยิ่งรู้สึกถึงตวามเหนื่อยล้าที่เกิดขึ้นภายในร่างกายได้มากเท่านั้น และยิ่งหากใครบางคนมีกิจกรรมยาค่ำที่ส่งผลให้ต้องนอนดึกไม่ว่าจะเป็นการทำงานพิเศษหรือการหอบหิ้วงานกลับไปทำที่บ้านด้วยแล้ว ความเหนื่อยล่าก็จะยิ่งสะสมและส่งผลกระทบต่อกิจกรรมในวันต่อมามากยิ่งขั้นครับ ในบทความนี้เราจะพาทุกท่านไปดูกันครับว่าเมื่อใดที่ร่างกายเริ่มฟ้องว่ามีสัญญาณของความเหนื่อยล้าเกิดขึ้น เราจะมีวิธีการจัดการความเหนื่อยล้านี้ได้อย่างไรบ้างกับ 7 เคล็ดลับที่จะช่วยให้คุณคลายความเหนื่อยล้าครับ

1. ดื่มน้ำให้เพียงพอ หากความเหนื่อยล้านั้นคือสัญญาณเตือนว่าคุณกำลังขาดน้ำ

บางครั้งอาการเหนื่อยล้าก็คือสัญญาณเตือนว่าในขณะนั้นร่างกายของคุณกำลังอยู่ในภาวะขาดน้ำครับ ซึ่งนอกจากความรู้สึกเหนื่อยล้าก็อาจพบความรู้สึกอ่อนเพลียหรือรู้สึกไม่สดชื่นและกระหายน้ำร่วมด้วยได้เช่นกัน วิธีแก้สำหรับผู้ที่รู้สึกเหนื่อยล้าจากอาการขาดน้ำก็คือลองดื่มน้ำสักแก้วครับ เพียงแค่นี้ก็จะทำให้คุณกลับมารู้สึกกระปรี้กระเปร่าได้อีกครั้งหนึ่งแล้ว นอกจากการดื่มน้ำคุณอาจใช้การัปบประทานผลไม้ที่มีปริมาณน้ำสูงก็จะช่วยให้คุณรู้สึกสดชื่นได้เช่นกัน

2. รับประทานอาหารมื้อย่อยให้บ่อยขึ้น

อาการเหนื่อยล้าในบางครั้งก็มักเกิดจากระดับน้ำตาลในเลือดที่ลดลงต่ำกว่าระดับปกติ ซึ่งระดับน้ำตาลที่ลดลงนี้หากคุณไม่ได้เป็นโรคเบาหวานก็มักเกิดจากการทำกิจกรรมต่าง ๆที่ต้องใช้พลังงานมากครับจึงเป็นเหตุให้ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณลดลง ดังนั้นการรับประทานอาหารมื้อเล็ก ๆจะช่วยให้ระดับน้ำตาลในเลือดของคุณคงที่ได้ แต่กระนั้นการที่คุณจะเลือกใช้วิธีนี้ก็อาจมีความจำเป็นต้องเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์เช่นธัญพืช ถั่วหรือขนมปังไม่ขัดขาวแทนการรับประทานอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลครับ เพราะการเลือกรับประทานแป้งและน้ำตาลอาจทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดของเราผันผวนมากเกินไปและอาจกลายเป็นผลร้ายมากกว่าผลดี

3. รับประทานอาหารที่มีวิตามินบี 1 ก็สามารถช่วยลดอาการเมื่อยล้าได้

มีงานวิจัยจากประเทศญี่ปุ่นพบว่าวิตามินบีเป็นวิตามินที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความเหนื่อยล้าครับ เพราะวิตามินบีมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้คุณสามารถแปรเปลี่ยนสารอาหารหลัก ๆให้กลายเป็นพลังงานที่ร่างกายต้องนำไปใช้ได้ ดังนั้นการขาดวิตามินบีก็ส่งผลให้คุณรู้สึกอ่อนล้า อ่อนเพลียได้เช่นกัน แหล่งอาหารที่สามารถพบวิตามินบีได้อาทิเช่น ถั่วดำ ปลาทูน่า เมล็ดทานตะวัน เป็นต้น

4. หลีกเลี่ยงเลี่ยงคาเฟอีนหากคุณรู้สึกล้าหรืออ่อนเพลีย

เมื่อคุณรู้สึกอ่อนเพลียหรือเหนื่อยล้าไม่ว่าจะเป็นผลมาจากการพักผ่อนไม่เพียงพอหรือการตรากตรำทำงานหนัก เครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนไม่ว่าจะเป็น ชา กาแฟ โกโก้คือสิ่งที่คุณจำเป็นต้องเลี่ยงครับ เพราะคาเฟอีนจะไปขัดขวางกระบวนการดูดซึมวิตามินบี 1 ซึ่งจะยิ่งทำให้คุณรู้สึกอ่อนเพลียมากยิ่งขึ้น กระนั้นหากคุณเป็นคนหนึ่งที่ติดเครื่องดื่มประเภทนี้การหักดิบโดยการเลิกดื่มโดยทันทีก็อาจส่งผลให้คุณปวดหัวได้ครับ ดังนั้นวิธีการที่ดีที่สุดก็คือให้คุณค่อย ๆ ลดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มคาเฟอีนลงทีละน้อยจนเหลือประมาณสัปดาห์ละ 3 ครั้งครับ

5. ขยับเขยื้อนร่างกายและออกกำลังกายเป็นประจำ

การเคลื่อนไหวร่างกายและการออกกำลังกายอยู่เป็นประจำจะช่วยทำให้อาการเหนื่อยล้าที่เรามีค่อย ๆลดลงครับ เหตุท่าเป็นเช่นนั้นก็เพราะยิ่งเราออกกำลังกายหรือทำการเคลื่อนไหวก็จะยิ่งไปช่วยเพิ่มระบบการไหลเวียนเลือดให้ดียิ่งขึ้น ผลที่ตามมาก็คือออกซิเจนและสารอาหารต่าง ๆจะถูกลำเลียงไปหล่อเลี้ยงเซลล์ต่าง ๆได้ดีขึ้นทำให้เรามีพลังงานเหลือมากพอสำหรับการทำกิจกรรมในแต่ละวันครับ นอกจากนี้การออกกำลังกายสม่ำเสมอยังทำให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนอะดรีนาลินอันเป็นฮอร์โมนแห่งความสุขที่จะทำให้เรารู้สึกสดชื่นและกระปรี้กระเปร่าเช่นกัน

6. นอนหลับให้เพียงพอ

การนอนหลีบให้เพียงพอก็ยังคงเป็นหนึ่งในเคล็ดลับที่สำคัญที่ช่วยทำให้คุณคลายความเหนื่อยล้าได้เช่นกันครับ เพราะในช่วงเวลาแห่งการนอนหลับนอกจากจะเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายได้มีโอกาสซ่อมแซมฟื้นฟูตัวเอง ก็ยังเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายจะได้สะสมพลังงานเพื่อไว้ใช้งานสำหรับกิจกรรมในวันรุ่งขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ที่มีปัญหาเรื่องการนอนจึงรู้สึกอ่อนเพลียอยู่แทบจะตลอดเวลาครับ แต่กระนั้นการนอนหลับที่ดีใช่ว่าคุณจะนอนให้ครบ 8 ชั่วโมงก็เป็นอันใช้ได้ แต่คุณจำเป็นต้องคำนึงถึงประสิทธิภสาพในการนอนด้วยเช่นการเข้านอนแต่หัวค่ำและนอนหลับสนิทไปจนถึงเช้า การนอนเช่นนี้จึงจะถือว่าเป็นการนอนหลับที่มีประสิทธิภาพและทำให้คุณมีเช้าวันใหม่ที่สดชื่นแจ่มใสครับ

7. ลดความเครียดให้น้อยลง

ความเครียดและความวิตกกังวลคือต้นเหตุที่ทำให้ร่างกายของคุณมความเหนื่อยล้า เพราะยิ่งเราเครียดร่างกายเราจะยิ่งใช้พลังงานมากขึ้นตามไปด้วย จึงไม่แปลกครับที่จะทำให้เรารู้สึกเหนื่อยล้าและหมดเรี่ยวแรงที่จะทำงานได้ครับ คุณต้องเรียนรู้วิธีการที่จะกำจัดความเครียดนี้ออกไปเช่นการพักผ่อน การบริหารจัดการความเครียดอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะความเครียดนอกจากจะทำให้คุณรู้สึกอ่อนเพลียก็ยังวเป็นต้นเหตุของโรคร้ายที่คาดไม่ถึงครับ

เคล็ดลับทั้ง 7 นี้คือวิธีการที่จะช่วยให้คุณลดความอ่อนเพลียและเหนื่อยล้าจากการทำงานอย่างได้ผลครับ อย่าปล่อยให้ร่างกายเกิดความรู้สึกอ่อนเพลียอยู่เป็นประจำ เพราะภาวะความอ่อนเพลียที่ว่านี้อาจจะเป็นสาเหตุของโรคร้ายที่จะตามมาในอนาคตได้ หากคุณสามารถจัดการความอ่อนล้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุณก็จะสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของคุณได้อีกมากครับ

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here